รายละเอียดบทความ

มารู้จัก แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) หรือ คารุนิจิน แบบญี่ปุ่นอะคะ
มารู้จัก แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) หรือ คารุนิจิน แบบญี่ปุ่นอะคะ

เป็น รูปที่ออกฤทธิ์ของกรด อะมิโนชนิดคาร์นิทีนซึ่งผลิตจากตับและไต ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจวาย ช่วยเพิ่มการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ และเพิ่มขบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกาย โดยมักใช้แอล-คาร์นิทีน เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกิน ของร่างกายและใช้ร่วมในโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก) เราพบคาร์นิทีนมากในกล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อลาย ซึ่งจำเป็นต่อขบวนการเผาผลาญไขมัน โดยช่วยพาไขมันเข้าสู่ไมโตคอนเดรียของเซลล์ (Mitochondria ส่วนของเซลล์ที่ผลิตพลังงานให้แก่เซลล์) ผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจจะมีระดับของคาร์นิทีนต่ำ ซึ่งสมควรรับประทานคาร์นิทีนเสริม นอกจากนี้ยังพบว่าการให้แอล-คาร์นิทีนเสริมจะช่วยป้องกันโอกาสเกิด ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ นอกจากนี้แอล-คาร์นิทีนยังช่วยสลายไขมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเซลล์ อสุจิ มีการศึกษามากมายที่สนับสนุนว่าแอลคาร์นิทีนเพิ่มการผลิตเซลล์อสุจิและเพิ่ม การเคลื่อนที่ของเซลล์อสุจิด้วย แต่ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าแอลคาร์นิทีนเพียงตัวเดียวจะช่วยลดภาวะ เสื่อมสมรรถภาพในผู้ชายได้ เนื้อแดงและนมสดเป็นแหล่งที่ดีของคาร์นิทีน ร่างกายเราสามารถสังเคราะห์คาร์นิทีนจาก กรดอะมิโนชนิดไลซิน (Lysine พบมากในถั่วฝักและอัลฟัลฟา) และกรดอะมิโนชนิดเมไธโอนีน (Methionine พบมากในธัญพืชและผักใบเขียว) ได้เช่นกัน ผู้ที่มีปัญหาของกล้ามเนื้อหัวใจอาจรับประทานคาร์นิทีน วันละ 2-6 กรัม โดยแบ่งรับประทานวันละ 2 หรือ 3 ครั้ง ในผู้ที่เริ่มเสื่อมสมรรถภาพควรรับประทาน วันละ 2 กรัม ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน (เซลล์อสุจิใช้เวลา 74 วันจึงจะโตเต็มที่)

บทบาทของแอล-คาร์นิทีนในการลดไขมัน

แอล-คาร์ นิทีนจะทําให้ร่างกายเอาไขมันเข้ามาให้ไมโตคอนเดรีย(Mitochorndria)ใช้มาก ขึ้น (ไมโตคอนเดรียเป็นส่วนประกอบของเซลล์ชนิดหนึ่งทําหน้าที่ในการผลิตพลังงาน) ดังนั้นไขมันที่สะสมบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น ในเลือด กล้ามเนื้อ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ต่างๆ จะถูกทำให้สลายไป จนสังเกตได้ว่า กล้ามเนื้อของคุณกระชับขึ้น เสื้อผ้าหลวมลง แต่ทั้งนี้น้ำหนักอาจจะลดลงไม่มาก เนื่องจากไขมันนั้นเบากว่าน้ำ ซึ่งสังเกตได้จากหากคุณนำน้ำมันและน้ำมาอยู่ด้วยกัน คุณจะเห็นได้ว่าน้ำมันลอยเหนือน้ำ นั่นหมายถึงน้ำมันเบากว่าน้ำ ดังนั้นถึงแม้ว่าไขมันที่สะสมในร่างกายของคุณจะถูกกำจัดออกไป น้ำหนักของคุณจึงอาจไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่สิ่งที่คุณจะได้รับอย่างแน่นอนคือ รูปร่างที่ดี ขึ้นกล้ามเนื้อกระชับ ได้สัดส่วน เสื้อผ้าที่เคยคับจะหลวมลง

อีกเหตุผลนึงที่แอล-คาร์นิ ทีนน่าจะมีส่วนในการช่วยการลดน้ำหนักได้คือ แอล-คาร์นิทีนทำให้ร่างกายใช้กลูโคส (glucose) ที่ได้จากการรับประทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาลได้ดีขึ้น คือเพิ่ม insulin sensitivityให้กับเซลล์ทําให้กล้ามเนื้อเก็บไกลโคเจน (glycogen)ได้เยอะขึ้น การที่ร่างกายสามารถเก็บไกลโคเจนได้เยอะขึ้นจึงเป็นที่มาว่าทําไมกินแอล -คาร์นิทีนแล้วความอึดของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์สําหรับการออกกำลังกาย ทำให้คุณออกกำลังกายได้นานขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย อีกทั้งการที่แอลคาร์นิทีนสามารถทำให้ร่างกายใช้กลูโคสได้นี้ ทำให้เมื่อเรารับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล แป้งและน้ำตาลเหล่านี้จึงไม่เปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกายแต่เปลี่ยนไป เป็นไกลโคเจน ซึ่งไกลโคเจนที่เพียงพอนี้เองจะเป็นตัวส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าให้เราอิ่ม ไม่ต้องการพลังงานเพิ่มแล้ว ดังนั้นเมื่อเรารับประทานแอล-คาร์นิทีน เราจึงรู้สึกอิ่มไว รับประทานได้น้อยลง ไม่ค่อยอยากอาหาร จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารปริมาณมาก และรับประทานจุบจิบ

การรับประทาน ประทานแอล-คาร์นิทีน

สำหรับ การรับประทานเพื่อลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน ให้รับประทานแอล-คาร์นิทีนก่อนออกกําลังกายตอนท้องว่างประมาณ 15-30 นาที ในขนาดประมาณ 500mg ต่อครั้ง หรืออาจแบ่งรับประทาน 500 mg ตอนเช้าก่อนอาหาร15 นาที และ อีก 500 mg ก่อนออกกำลังกายตอนเย็น โดยขนาดการรับประทานต่อวันสูงสุดไม่ควรเกินวันละ 2000mg

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่สามารถระบุได้ว่า แอล-คาร์นิทีน ช่วยในการลดน้ำหนักได้นั้น ควรประกอบด้วย แอลคาร์นิทีน อย่างน้อยประมาณ 500mg เพราะถ้าหากมีปริมาณเพียง 30mg หรือ 200 mg จะน้อยจนไม่สามารถทำให้ลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วนอย่างได้ผล

แอลคา ร์นิทีน ไม่ใช่ยาลดน้ำหนัก แต่เป็นอาหารเสริม ดังนั้นสามารถรับประทาน แอลคาร์นิทีนได้ในปริมาณที่กำหนดติดต่อกัน โดยจากผลการทดลองยังไม่พบว่า แอลคาร์นิทีนมีผลข้างเคียงแต่อย่างใด แอลคานิทีนไม่ใช่ยาลดน้ำหนักจึงไม่กดสมองศูนย์การควบคุมความหิว ดังนั้นจึงไม่มีผลข้างเคียงเหมือนกับยาลดน้ำหนักคือ ใจสั่น คอแห้ง หิวน้ำบ่อย มึนงง นอนไม่หลับ วิตกจริต อีกทั้ง>ไม่เกิดอาการ โย โย่ เอฟเฟค (Yo Yo Effect) ซึ่งเกิดเมื่อทานยาลดน้ำหนักที่มีฤทธิ์กดสมองทำให้ไม่ให้รู้สึกอยากอาหาร ดังนั้นเมื่อหยุดยา สมองที่เคยถูกกดไว้ด้วยยาจึงสั่งร่างกายให้อยากอาหารเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ผู้ที่เลิกทานยาลดน้ำหนักจึงรับประทานมากขึ้นกว่าปกติเป็นทวีคูณด้วย ส่งผลให้ผู้ที่หยุดทานยาลดน้ำหนักจึงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก ซึ่งแอลคาร์นิทีนไม่ทำให้เกิดผลดังเช่นรับประทานยาลดน้ำหนักแบบกดสมองนี้

เพิ่อ ให้การลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณควรจะควบคุมการรับประทานอาหารและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะหลักการลดน้ำหนักคือ ต้องเอาพลังงานออกให้มากกว่าเอาพลังงานเข้า นั่นคือ คุณควรจะเอาพลังงานออกโดยการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน และ เอาพลังงานเข้าให้น้อยโดยควบคุมอาหาร ลดอาหารจำพวกแป้ง ข้าว น้ำตาล น้ำหวาน ขนมขบเคี้ยว ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ ผลไม้รสหวาน(ผลไม้ที่ควรทานได้แก่ ฝรั่ง , ผลไม้ที่ไม่ควรทานได้แก่ สับปะรด แตงโม มะม่วงทั้งดิบและสุก ทุเรียน กล้วย เป็นต้น) หากคุณทำเช่นนี้ได้ น้ำหนักอาจลดลงได้ถึง 1-2 กิโลกรัม/สัปดาห์ พร้อมทั้งกล้ามเนื้อเฟิร์มกระชับได้สัดส่วน ไม่ย้วยเหมือนผู้ที่ลดโดยการอดอาหารอย่างเดียว

หากไม่มีเวลาออก กำลังกาย อย่างน้อยควรกระโดดตบเบาๆ 100-200 ครั้ง หรือ เหวี่ยงแขนไปมา 100 ครั้ง หรือ เดินครึ่งชั่วโมง หรือ วิ่งเพียง 15 นาที และถ้าหากต้องการลดหน้าท้อง ควรจะซิท อัพโดยเริ่มต้นเพียง 25 ครั้งต่อวัน แล้วเพิ่มขึ้นเพียง 1 ครั้งต่อวันก็พอ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปวดกล้ามเนื้อเมื่อ ซิท อัพ

อย่างไรก็ ตามการรับประทานแอลคานิทีนทำให้ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ดังนั้นหากไม่ออกกำลังกายเลย ร่างกายก็ยังเพิ่มการเผาผลาญมากกว่าปกติเพียงอยู่แล้ว แค่เพียงคุณทำกิจกรรมตามปกติเท่านั้น แต่การลดน้ำหนักกระชับสัดส่วนก็จะให้ผลช้ามากกว่าการออกกำลังกายร่วมด้วย

สำหรับ ผู้ที่น้ำหนักมากหรือต้องการลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดอื่นร่วมกับ แอลคาร์นิทีนได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก เช่น โครเมียม สารสกัดจากส้มแขก ที่ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล เหมาะสำหรับผู้ชอบออกกำลังกาย สารสกัดจากส้มแขก ที่ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล และยับยั้งแป้งและน้ำตาลไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นไขมัน และยังทำให้อิ่มไว เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบทานแป้ง น้ำตาล และของหวาน สารกสัดจากชาเขียว ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานไขมัน ของมัน ของทอด หรือต้องการเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เป็นต้น

ผลข้างเคียงของ การรับประทานแอลคานิทีนคือ หากท่านรับประทานแอลคานิทีนแล้วออกกำลังกายมากเกินไป (แอลคานิทีน ทำให้ออกกำลังกายได้ทนขึ้น) แต่ร่างกายของท่านมีแคลเซียมอยู่น้อย การที่ท่านมีแคลเซียมในร่างกายอยู่น้อยนี้ อาจทำให้ท่านเป็นตะคริว หรือ เหน็บชาได้ ซึ่งท่านสามารถแก้ไขได้โดย ให้ออกกำลังกายแต่พอดี และควรรับประทานแคลเซียมร่วมด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายต้องการแคลเซียมประมาณวันละ 800-1200 mg ต่อวัน (เท่ากับนม 2-3 กล่องต่อวัน) ซึ่งคนไทยไม่มีนิสัยรับประทานนมจนเป็นนิสัยจึงอาจทำให้ขาดแคลเซียมได้อยู่ แล้ว ดังนั้นหากรับประทานแคลเซียมอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว หรือ เหน็บชาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคข้อเสื่อม ปวดเข่า ปวดข้อ กระดูกเปราะหัก เมื่อย่างเข้าอายุ 40 ขึ้นไปอีกด้วย

แอล-คาร์นิที นจะทําให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญไขมัน โดยนำไขมันที่สะสมบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น ในเลือด กล้ามเนื้อ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ต่างๆ มาใช้ให้เกิดพลังงานแก่เซลล์

+กล้ามเนื้อของคุณกระชับขึ้น มีแรงมากขึ้น ทนต่อการออกกำลังกาย

+รูปร่างกระชับขึ้น ทั้งๆที่นน้ำหนักลดลงไม่มาก เนื้อจากส่วนที่หายไปเป็นไขมันส่วนเกิน ไม่ใช่ น้ำ หรือกล้ามเนื้อ

+กล้ามเนื้อเก็บไกลโคเจน (glycogen)ได้เยอะขึ้น ทำให้เมื่อไม่เปลี่ยนแป้งและน้ำตาลที่รับประทานเข้าไปเปลี่ยนเป็นไขมัน

+กำจัดไขมันส่วนเกิด และป้องกันการสะสมไขมันใหม่

+บำรุงกล้ามเนื้อหัวใจ

+น้ำหนักจะลดลงและสัดส่วนจะกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หากออก กำลังการควบคู่กับการทาน แอล-คาร์นิทีน เนื่องจากมีการใช้พลังงานจากเซลล์ในการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยแนะนำให้ทาน 500 mg ขณะท้องว่างก่อนออกกำลังกาย 15 - 30 นาทีจะได้ผลดีที่ซู๊ดดดดดดดเรยคร่า เหอ เหอ
ผู้ลงบทความ : YING......NAKA